Archives 2022

Nissan Sylphy E-Power กับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่ 25.6 กิโลเมตร/ลิตร

Nissan Sylphy e-POWER ซึ่งมาพร้อมขุมพลัง e-POWER แบบ generation ที่ 2 แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร และ มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือก 5 รูปแบบ โดยมีเครื่องยนต์เบนซินไว้ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ตามมาตรฐานของประเทศจีนอยู่ที่ 25.6 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมให้อัตราเร่งที่ฉับไว, ลดความเร็วอย่างนุ่มนวล และห้องโดยสารเงียบ ตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า EV

รายละเอียด Nissan Sylphy E-Power

สิ่งที่ต่างจาก Sylphy รุ่นปกติ

  • เปลี่ยนโลโก้ Nissan เป็นแบบใหม่
  • ปรับรายละเอียดดกระจังหน้าใหมม่ ทั้งขอบตัว V แบบ 2 ชั้นและลายข้างในใหม่
  • (รุ่นปกติเป็นลายตาข่าย ขอบตัว V เป็นแบบชุดเดียว)
  • หลังคาและกระจกมองข้างตกแต่งด้วยกรอบสีดำ
  • ไฟท้ายใหม่เป็นแบบ LED พร้อมเส้น Light Guiding
  • ปรับจอชุดเครื่องเสียงให้ใหญ่ขึ้น
  • ปรับกรอบช่องแอร์จากวงกลมเป็นทรงนอน
  • เพิ่มแผงการตกแต่งลายไม้บริเวณคอนโซลหน้า
  • หน้าจอแสดงผลการขับขี่ MID ปรับให้เข้ากับรุ่น Hybrid
  • เปลี่ยนคันเกียร์อัตโนมัติเป็นแบบไฟฟ้ารูปทรงใหม่ (แบบเดียวกับ Note)

ภายใน

ห้องโดยสาร มาในแบบสีทูโทน โครงสร้างยังคงเหมือนกับในแบบรุ่นเครื่องยนต์สันดาป Altima และ Versa

(หรือ Almera ในประเทศไทย) พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังสีดำ มาตรวัดเรืองแสงกับจอ MID สีขนาดใหญ่ 7 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเมนต์ปรับเปลี่ยนใหม่จากเดิมที่ปุ่มหมุนอยู่ด้านล่างเปลี่ยนเป็นแบบสัมผัสทั้งหมด ขนาด 12.3 นิ้ว รูปทรงแนวนอน ช่องแอร์จากเดิมที่เป็นทรงกลมเป็นแบบสีเหลี่ยมเรียวยาว เบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุกึ่งหนังแท้ลวยลายเพชร พร้อมกับในส่วนคันเกียร์ ที่ปรับใหม่ให้มีขนาดเล็กจับกระชับมือ ที่เก็บของด้านท้ายเมื่อปรับพับเบาะหลังจะมีพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากถึง 560 ลิตร 

ภายนอก

ไฟหน้า LED ทรงบูมเมอแรงเสริมด้วยกรอบไฟตัดหมอกหน้าทรงเหลี่ยม

ที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนด้านข้างยังใช้เส้นสายปราดเปรียว รวมถึงแนวกระจกที่เหลี่ยมสัน พร้อมเส้นสีดำที่ลาก

ไปยังกระจกหลัง (Floating Roof) และเส้นสายที่มีความพริ้วไหว แต่เฉียบคมตามสไตล์ Nissan ยุคปัจจุบัน

ส่วนด้านท้ายปรับแนวทางการออกแบบใหม่หมดจด ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหลังเป็นแบบ 2 ชั้น ช่องใส่ป้ายทะเบียนมีความกว้าง และลึกพอสมควร กันชนหลังมีเส้นสายที่ลากจากไฟท้าย พร้อมเสริมแถบสีดำเพื่อความสวยงาม กับล้ออัลลอยลาย 5 ก้านคู่ ขนาด 17 นิ้ว

เครื่องยนต์ และสมรรถนะ

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน HR12 ให้กำลัง 72 แรงม้า ที่ทำหน้าที่ในการปั่นกระแสไฟ ไปเก็บที่แบตเตอรี่ และมีมอเตอร์ไฟฟ้ารุ่น EM 57 พ่วงเข้ากับชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาด 1.57kWh จำนวน 4 โมดูล ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า มาพร้อมกับแรงบิดที่มากถึง 300 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์เกียร์อัตโนมัติแบบ Single Speed Gear Reduction ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงทาง Nissan เคลมไว้อยู่ที่ 3.9 ลิตร/100 กม. หรือเทียบเป็นประมาณ 25.64 กม./ลิตร 


พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

KIA Carnival MY2022 เพิ่มออพชั่นในราคาเดิม โดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้า LED

KIA Carnival MY2022 มีการปรับปรุงภายนอกเริ่มที่ โลโก้ KIA ใหม่ แต่ยังคงเดิมทุกประการตั้งแต่กระจังหน้าทรงนิยม สไตล์ Tiger Nose ที่ทันสมัยโฉบเฉี่ยวรับกับไฟหน้า LED โคมใหม่ พร้อมไฟ LED Daytime ดีไซน์เก๋ใต้ไฟหน้ารับกับกันชนหน้าใหม่เสริมไฟตัดหมมอกหน้า LED เพิ่มความหรูไปอีกระดับ ด้านข้างเส้นสายเหลี่ยม ผสมกับความมนของตัวรถ เสา A ที่หนาขึ้น ช่วยให้ตัวรถดูน่าเกรงขามขึ้น พร้อมล้ออัลลอยแบบ Machine Finished ขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 235/60R18 ไฟท้าย LED แนวยาวรับดีไซน์ฝาท้ายที่ดูสง่าลงตัวกับไฟตัดหมอกหลัง

รายละเอียด KIA Carnival MY2022

สิ่งที่ต่างจากรุ่นเดิม

  • เปลี่ยนโลโก้เป็น Kia เวอร์ชั่นใหม่
  • เพิ่มที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติในรุ่น EX และ SXL
  • รุ่น EX
  • เพิ่มที่ชาร์จไร้สาย (รุ่น SXL มีอยู่แล้ว)
  • รุ่น SXL
  • เปลี่ยนมาตรวัดเป็นแบบจอแสดงผล Digital Supervision ขนาด 12.3 นิ้ว
  • เพิ่มจอแสดงผลมุมอับบริเวณมาตรวัด (คล้ายกับ Lanewatch ของ Honda)
  • เพิ่มรุ่นย่อย Limited โดยตัดอุปกรณ์จากรุ่น SXL ดังนี้
  • ไม่มีที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • ไม่มีที่ชาร์จไร้สาย
  • จอแสดงผลเครื่องเสียงขนาด 8 นิ้ว (รุ่นอื่นๆขนาด 12.3 นิ้ว)
  • ไม่มีกล้องมองภาพรอบทิศทาง

Engine เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล Smart Stream CRDi แบบ 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 2.2 ลิตร 2,151 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ VGT กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 83.0 x 99.4 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.0 : 1 กำลังสูงสุด 202 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,750 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Manual Mode + – ขับเคลื่อนล้อหน้า มาตรฐานไอเสีย EURO5 รองรับน้ำมันสูงสุด ดีเซล B7

ภายนอก

ล้อแม็ก (18″) พร้อมยางหน้า-หลัง (235/60R18)

ประตูระบบไฟฟ้า (ประตูข้างสไลด์, ประตูหลังเปิด-ปิดอัตโมัติ)

ประตูเลื่อนซ้าย-ขวา

กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว

ไฟตัดหมอก (LED)

เสาอากาศ (แบบครีบฉลาม)

อุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ (ไฟส่องสว่าง Pocket Light ที่มือเปิดประตูหน้าด้านนอก)

ไฟหน้า LED (Multi Focus Reflector Type)

ไฟท้าย LED

ไฟ Daytime Running Lights

ภายใน

จอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับระบบนำทาง รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto

ม่านบังแดดประตูสไลด์ซ้าย-ขวา และ ม่านบังแดดหน้าต่างบานที่ 3 ซ้าย-ขวา

กระจกมองหลัง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ

หน้าจอเรือนไมล์ Digital Supervision Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว

ลำโพง BOSE Surround Sound 12 ตำแหน่ง


พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

Honda Accord TURBO กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ

Honda Accord TURBO กับวิวัฒนาการของโลกยานยนต์ในปัจจุบัน ที่กำลังห้ำหั่นกันด้วยเรื่องของสมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัย ซึ่ง Honda เองก็ถือเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์กระแสโลก อย่างที่เราได้สัมผัสกันมาแล้วกับเทคโนโลยี Downsizing ที่ลดขนาดความจุของเครื่องยนต์ลง แต่กลับมีสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือไปจากความแรง และความปลอดภัยที่รวมกันเป็นหนึ่งแล้ว Honda Accord 2021 ยังได้รับการยกระดับภาพลักษณ์ใหม่ให้หรูหรา และเหนือชั้นมากยิ่งขึ้น ด้วยไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED พร้อมด้วยท่อไอเสียคู่ พร้อมปลอกท่อไอเสียสเตนเลส ที่เข้ามาช่วยเสริมภาพลักษณ์แบบสปอร์ตพรีเมียมมากยิ่งขึ้น

รายละเอียด Honda Accord TURBO

เครื่องยนต์

ขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบ กับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ที่ได้รับการออกแบบ และพัฒนาประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองอัตราเร่งได้ดั่งใจด้วยแรงบิด 243 นิวตัน-เมตร จากเทคโนโลยี Direct Injection จ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง และ Turbocharger ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ของเครื่องยนต์ได้มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ได้ดียิ่งกว่าเดิม มอบสมรรถนะการขับขี่ด้วยกำลังสูงถึง 190 แรงม้า และให้อัตราประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมที่ 16.4 กม./ลิตร อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยี

จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ผสานการทำงานของเรดาห์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของ ตัวผู้ขับขี่ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนอย่างแท้จริง

ระบบเตือนการชน พร้อมระบบช่วยเบรก CMBS (Collision Mitigation Braking System)

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ LKAS (Lane Keeping Assist System)

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ RDM with LDW (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning)

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Auto High–Beam)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ ACC with LSF (Adaptive Cruise Control with Low–Speed Follow)

ภายใน

ผสานดีไซน์ความหรูหรา กว้างขวาง โปร่งโล่ง และประณีตไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น

  • ชุดแต่งลายไม้รอบคัน พร้อมเบาะสีน้ำตาลสุดพรีเมียม
  • เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง 4 ทิศทาง
  • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น-ลงรถ
  • เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับได้ มาพร้อมพนักเท้าแขนด้านหลังแบบเปิดผ่านห้องสัมภาระท้าย
  • จอแสดงข้อมูล TFT 7”
  • หน้าจออินโฟเทนเมนท์ 8” Advance Touch รองรับ Apple Carplay และสั่งการด้วยเสียง Siri

พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

Honda Passport TrailSport 2022 เอาใจสายลุย กับรุ่นพิเศษที่ตกแต่งจากโรงงาน

รถ SUV รุ่นตกแต่งพิเศษ Honda Passport TrailSport 2022 ที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูดุดันมากยิ่งขึ้น แต่เพียบพร้อมไปด้วยความทันสมัย โดดเด่นตั้งแต่กระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมด้วยโลโก้ ชื่อรุ่น TrailSport สำหรับรุ่นใหม่เท่านั้น รับกับไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light ด้านหน้ากันชนมาพร้อมหูลากสีส้ม คิ้วบังโคลนสีดำ รับกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สำหรับรุ่น TrailSport และขนาด 20 นิ้ว สำหรับรุ่น Elite และ EX-L

รายละเอียด Honda Passport TrailSport 2022

การขับขี่

ช่วงล่างได้รับการปรับแต่งใหม่ ให้มีความสูงมากขึ้น โดยด้านหน้าสูงเพิ่มขึ้น 1.5 นิ้ว ส่วนด้านหลังสูงขึ้นจากรุ่นมาตรฐานอีก 3 นิ้ว ด้วยชุดยกของ Jsport พร้อมขยายฐานล้อหน้า และหลังใหม่ ที่กว้างขึ้น 10 มม. และติดตั้งยาง All-Terrain ของ Firestone Destination ที่ขนาด 245/60R18 เพื่อการขับขี่ในเส้นทาง Off-Road ที่ดียิ่งขึ้น เสริมเกร่งใต้ท้องด้วยแผ่นกันกระแทกใต้ท้อง 

ภายใน

การออกแบบภายใน เน้นความสะดวกสบายเรียบง่าย ดูสปอร์ต สิ่งอำนวยความสะดวก ครบครัน ด้านระบบความบันเทิงติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 8 นิ้ว เป็นมาตรฐานในทุกรุ่น ลำโพงระดับเสียงคุณภาพ รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน เบาะที่นั่งพิเศษในรุ่น TrailSport จะมีการปักชื่อรุ่น อยู่ที่ตำแหน่ง หมอนรองศีรษะด้วยตะเข็บด้ายสีส้ม เพื่อบอกถึงรุ่นพิเศษ

ภายนอก

ส่วนดีไซน์ภายนอก ได้รับการตกแต่งใหม่รอบคัน เริ่มจากชุดกันชนหน้า พร้อมการ์ดกันกระแทกใต้ท้อง กระจังหน้าสีดำแบบสปอร์ต คิ้วโป่งล้อสีดำ กระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยลายสปอร์ตสีดำขนาด 18″ ราวแร็คหลังคา สปอยเลอร์ท้ายรถ และชุดติดตั้งยางอะไหล่ที่ฝาประตูท้าย พร้อมด้วยกันชนท้าย และการ์ดกันกระแทกใต้ท้องด้านท้าย ที่ออกแบบให้มีท่อนต่อลากจูงแบบ Tow Bar เอาไว้ให้

เครื่องยนต์

ขุมพลังของ Honda Passport TrailSport มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 280 แรงม้า แรงบิด 355 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ i-VTM 4 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ส่วนราคาจำหน่ายยังไม่มีการเปิดเผยออกมา 


พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

NEW MAZDA CX-5 เพิ่มออปชั่นปรับเหลือ 4 ตัวเลือกรุ่น S

NEW MAZDA CX-5 เพิ่มออปชั่นปรับเหลือ 4 ตัวเลือกรุ่น S

NEW MAZDA CX-5 รถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยม ได้เพิ่มออปชั่นครบตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น และลดรุ่นย่อยลงเหลือ 4 ตัวเลือก พร้อมปรับราคาต่ำลง บางรุ่นถูกลง 90,000 บาท แต่คงแนวคิดใหม่ “พลังความสุข ที่เร้าใจทุกเส้นทาง” ประกาศชัดพร้อมผงาดขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี ด้วยเทคโนโลยีที่ใส่มาให้จนล้นคัน ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ผนวกกับดีไซน์ที่เรียบหรู และสง่างาม ทุกมุมมอง ส่งมอบพลังแห่งความสุขที่เร้าใจ ไปทุกเส้นทาง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ วิถีชีวิต กับครอบครัว มีให้เลือกถึง 3 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 คุ้มค่ามากที่สุด เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 เทอร์โบ ทรงพลังแรงมากที่สุด และเครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.2 แรงและประหยัดน้ำมันมากที่สุด

รายละเอียด NEW MAZDA CX-5

เทคโนโลยี

สะดวกสบายทุกการเชื่อมต่อ กับการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay® และระบบ Android Auto™ ด้วยหน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีน ขนาด 8 นิ้ว ควบคุมด้วย Center Commander ปุ่มควบคุมอัจฉริยะที่หรูหรา และจัดวางในตำแหน่ง ที่ใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี บนกระจกหน้า (Windshield Active Driving Display) ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนน เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 

มาพร้อมกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ในทุกรุ่นย่อย

ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีภายใต้ SKYACTIV-Vehicle Dynamics ที่ผสาน และควบคุมการทำงานของรถทั้งคัน ให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้พัฒนาต่อยอดจากระบบ GVC เพื่อให้สามารถควบคุม การขับขี่ได้อย่างแม่นยำ และสมดุลมากยิ่งขึ้น ทั้งในขณะเข้าโค้ง ขณะอยู่ในโค้ง หรือขณะออกจากโค้ง หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ตาม ช่วยให้ผู้ขับขี่ กับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และมอบความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง

ภายใน

การตกแต่งภายใน ที่ยังความหรูหรา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใส่ใจในทุกรายละเอียด เสมือนงานทำมือ ให้ผิวสัมผัสที่ประณีต

โดยการคัดสรร วัสดุเกรดพรีเมี่ยมในการใช้งาน กับทุกจุดสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนังสีดำ ที่ตกแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาล โดยใช้วัสดุตกแต่งแบบ Real Wood และสีเงินซาตินโครม หรือเบาะหนัง Nappa* สีแดง Deep Red ที่ตกแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาลเข้ม

ซึ่งในรุ่น 2.5 Turbo SP ได้เพิ่มความหรูหรา และสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ของผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม

เครื่องยนต์

2.0 S และ 2.0 SP กับขุมกำลังเครื่องยนต์เบนซินSKYACTIV-G2.0มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดSKYACTIV-Driveที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถตอบสนองต่ออัตราเร่งได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งให้พละกำลังสูงสุด165แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร

พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิก ไดเร็คอินเจ็คชั่น ที่รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 ทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 13.9 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

2.2 XDL กับขุมกำลังเครื่องยนต์คลีนดีเซล SKYACTIV-D2.2 มาพร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำยิ่งกว่าเดิมในทุกรอบความเร็ว ทั้งแรง และประหยัด ให้กำลังถึง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร รวมถึงระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 16.1 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2.5T SP กับเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G2.5 เทอร์โบ ให้กำลังสูงถึง 231 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบเทอร์โบ แบบ Dynamic Pressure ระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactiv-Drive ที่มอบความสนุกในการขับขี่ได้อย่างแท้จริง


พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

MG Marvel R รถเอสยูวีไฟฟ้า ที่วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 402 กิโลเมตร

Marvel R รถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย MG เป็นรถเอสยูวีไฟฟ้า C-segment ขนาดใหญ่ และหรูหราที่สุดของเเบรนด์ ได้วางขายในบางประเทศ ในโซนยุโรป แต่ไม่มีประเทศอังกฤษ มีทั้งหมด 3 รุ่นให้เลือก ประกอบด้วย Comfort, Luxury และ Performance

รายละเอียด MG Marvel R

สมรรถนะ

รุ่น Comfort และ Luxury ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัวสำหรับขับเคลื่อนล้อคู่หลัง ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 410 nm สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 70 kWh สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทาง 402 กิโลเมตร

รุ่น Performance เพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนล้อคู่หน้าอีก 1 ตัว ให้กำลังสูงสุด 288 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 665 nm สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้เท่ากันอยู่ที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 70 kWh สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทาง 370 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP รองรับระบบควิกชาร์จ 5-80% ในเวลา 43 นาที และ 30-80% ในเวลาครึ่งชั่วโมง

เทคโนโลยี

เอ็มจี กล่าวว่า the Marvel R มาพร้อมพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน รวมถึงระบบเชื่อมต่อ MG iSMART หน้าจอดิจิตอลแสดงข้อมูลขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 19.4 นิ้ว ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ระบบความปลอดภัย MG Pilot ไฟหน้าและไฟท้าย LED ล้ออัลลอย 18 นิ้ว เซ็นเซอร์จอดรถ USB 4 ตำแหน่ง กุญแจรีโมท ฯลฯ ทุกรุ่นยังติดตั้งระบบ V2L (Vehicle-to-Load) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ที่สามารถใช้แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนของตัวรถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าได้

ราคา

เริ่มต้นที่ €39,990 หรือราวๆ 1,562,325 บาท ส่วนรุ่นท็อปสุดราคา €47,990 หรือราวๆ 1,874,790 บาท

พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

Kia Forte 2022 ปรับดีไซน์ใหม่ สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ

Kia Forte 2022

รถซีดานขนาดกะทัดรัดจากค่าย Kia ที่รู้จักกันในชื่อ Forte, Cerato หรือ K3 ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก นับเป็นเจเนอเรชันที่ 3 หลังจากทำตลาดในปี 2018 ได้กลับมาอีกครั้ง หลังจากการปรับโฉมล่าสุดของ Kia Forte 2022 รุ่นปรับโฉมใหม่ สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ โดยมีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ได้แก่ FELXSGT-Line และ GT

พร้อมแพ็คเกจเทคโนโลยีเสริม (LXSGT-LineGT) และ Sport Premium (GT-Line)

รายละเอียด Kia Forte 2022

ภายนอก

ดีไซน์ด้านหน้าของ Kia Forte GT 2022 ที่มาพร้อมกับไฟหน้า LED แบบเรียวยาว กระจังหน้าดูบางลง กันชนหน้าพร้อมช่องดักอากาศดุดันยิ่งขึ้น และติดไฟ LED เพิ่มเติม ด้านท้ายติดตั้งกันชน พร้อมไฟ LED ใหม่ สำหรับรุ่น GT และ GT-Line ตราสัญลักษณ์ KIA ที่ปรับปรุงใหม่ สปอยเลอร์ขนาดเล็ก ที่ฝากระโปรงหลัง เช่นเดียวกับ Kia K3 ในตลาดเกาหลีใต้

นอกจากนี้ยังมาพร้อมล้ออัลลอยด์ใหม่ ขนาด 16 นิ้ว และ 17 นิ้ว สำหรับรุ่น LX และ GT-Line

ภายใน

ห้องโดยสาร จะติดตั้งหน้าจอกลางระบบสัมผัส ขนาด 10.25 นิ้ว สำหรับรุ่น GT และ GT-Line ส่วนรุ่น FE และ LXS จะติดตั้งหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

แผงหน้าปัดขนาด 4.2 นิ้ว เป็นมาตรฐาน นั้นหมายความว่า ในตลาดอเมริกาเหนือ ไม่มีรุ่นที่รองรับ แผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้ว แบบในตลาดเกาหลีใต้

เทคโนโลยี

ได้แก่ เบรกมือไฟฟ้า พอร์ตชาร์จ USB ด้านหลัง ระบบ Smart Key ระบบความปลอดภัย ADAS มาตรฐาน 6 ระบบ พร้อมระบบช่วยเหลือ 15 ระบบ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบนำทางอัจฉริยะ และคำเตือนทางออกปลอดภัย

เครื่องยนต์

รุ่น FELXS และ GT-Line จะติดตั้งเครื่องยนต์ MPI ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 149 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 178 นิวตัน-เมตร

รุ่น GT จะติดตั้งเครื่องยนต์ GDI ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 203 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 264 นิวตัน-เมตร


พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

Taycan Cross Turismo 2021 สปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ Porsche

ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo 2021) เข้ามาเสริมทัพให้แก่ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ ในเวอร์ชั่นออฟโรด (off-road) นับว่าเป็นการต่อยอดความสำเร็จอย่างงดงาม บนเส้นทางของการพัฒนายนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ไทคานน์ (Taycan) โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งความโดดเด่น จากนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แรงดัน 800 โวลต์ และมีช่วงล่าง ที่ประกอบไปด้วย เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all wheel drive และระบบถุงลม ปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension รองรับสมรรถนะ การขับขี่รูปเเบบสปอร์ต บนเส้นทาง off-road และ on road

โดยพื้นที่เหนือศีรษะ ภายในห้องโดยสารตอนหลัง ที่เพิ่มขึ้นถึง 47 มิลลิเมตร รวมทั้งพื้นที่ท้ายรถ มีความจุุมากขึ้้นกว่า 1,200 ลิตร มาพร้อมกับฝาท้ายขนาดใหญ่ เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น ในการบรรจุสัมภาระ นี่คืออรรถประโยชน์ที่่ได้จาก ครอส ทัวริสโม (Cross Turismo) สุดยอดยนตรกรรม สปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์ ตัวจริง

ภายนอก ของ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) มีความใกล้เคียงอย่างยิ่งกับรถยนต์ต้นแบบ Mission E Cross Turismo concept study โดยรวมของตัวรถ ถูกกำหนดด้วยเส้นโค้ง ของแนวหลังคาที่ลาดยาวจรดท้าย ให้อารมณ์สปอร์ตเต็มตัว ซึ่งเส้นดังกล่าว มีชื่อเรียกจากบรรดานักออกแบบของปอร์เช่ ว่า ‘flyline’

ซึ่งภายนอก ที่บ่งบอกความเป็นออฟโรด (off-road) ประกอบไปด้วย ซุ้มล้อ ชิ้นส่วนด้านล่างของกันชนหน้า และหลัง สเกิร์ตด้านข้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกันกับชุดแต่ง ออฟโรด ดีไซน์ แพ็กเกจ (Off-Road Design Package) รวมไปถึงครีบดักอากาศพิเศษ บริเวณมุมกันชนหน้า กันชนหลัง และส่วนท้ายของสเกิร์ตข้าง ทั้ง 2 ฝั่ง

ทั้งหมดนี้้ ช่วยเสริมให้รูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถ มีความแข็งแกร่ง รวมถึง มีช่วยส่วนในการป้องกันการกระแทก จากเศษหิน ในขณะขับขี่บนทางฝุ่น

Porsche Taycan Cross Turismo 2021 มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

Porsche Taycan 4 Cross Turismo ราคา 6,790,000.

กำลังสูงสุด 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 476 แรงม้า (350 กิโลวัตต์)

อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 220 กม./ชม.

ระยะเดินทางประมาณ 389 – 456 กม.

Porsche Taycan 4S Cross Turismo ราคา 7,790,000.

กำลังสูงสุด 490 แรงม้า (360 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 571 แรงม้า (420 กิโลวัตต์)

อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 240 กม./ชม.

ระยะเดินทางประมาณ 388 – 452 กม.

Porsche Taycan Turbo Cross Turismo ราคา 10,190,000.

กำลังสูงสุด 625 แรงม้า (460 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์)

อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

ระยเดินทางประมาณ 395 – 452 กม.


พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

Fortuner GR Sport กับการประแต่งตามตามแบบฉบับ Gazoo Racing Team

ในตัวคุณ ที่มาพร้อมกับขุมกำลัง 2.8ลิตร ที่ 204แรงม้า ระบบความบรรเทิง แบบจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว กับการประแต่งตามตามแบบฉบับ Gazoo Racing Team

ภายนอก

  • กระจังหน้าสีดำเงาดีไซน์ใหม่ พร้อมสัญลักษณ์ GR
  • กันชนหน้าพร้อมชุดตกแต่งสีดำเงา
  • มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ
  • สปอยเลอร์หลังดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต
  • ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว สีพิเศษเฉพาะรุ่น GR Sport

ภายใน

  • ภายในดีไซน์สปอร์ตโทนสีดำสลับแดง 
  • เบาะหนัง Suede แบบเจาะรู และหนังสังเคราะห์ เดินด้ายสีแดง พร้อมสัญลักษณ์ GR
  • แผงคอนโซลหน้าตกแต่งดด้วยแถบสี Smoke silver พร้อมบุหนังสังเคราะห์สีดำเดินด้ายแดง 
  • ช่องปรับอากาศด้านหน้าตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver และโครเมียม
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา Dual Zone
  • แผงข้างประตู บุหนังสังเคราะห์สีดำ พร้อมตกแต่งด้วยแถบสี Smoke Silver
  • พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ Soft Touch แบบเจาะรู พร้อมตกแต่ง Center mark สีแดง และเดินด้ายสีแดง/ สี Smoke silver และสัญลักษณ์ GR 
  • พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมพาวเวอร์ผ่อนแรงแบบ VFC
  • หัวเกียร์หุ้มหนังพร้อมตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver 
  • ฐานเกียร์ลาย Carbon Fiber พร้อมตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver 
  • กล่องเก็บของหุ้มหนังสังเคราะห์ เดินด้ายตกแต่งสีแดง 
  • แป้นคันเร่งและเบรคแบบสปอร์ต 
  • พรมรองพื้นห้องโดยสารดีไซน์เฉพาะรุ่น GR Sport
  •  กุญแจรีโมท Smart key ดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น GR Sport และสตาร์ทอัจฉริยะ พร้อมสัญลักษณ์ GR

ระบบความบันเทิง

  • หน้าจอเครื่องเสียง ระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 9 นิ้ว
  • สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • รองรับระบบ Apple CarPlay / Android Auto
  • ระบบเสียง JBL Premium Audio พร้อมพาวเวอร์แอมป์
  • ลำโพง 9 ตำแหน่ง 11 ลำโพง พร้อม Sub Woofer
  • ระบบ T-Connect Telematics
  • Find My Car เช็คตำแหน่งตัวรถผ่าน Application Find My Car หรือ Apple Watch
  • Service Reminder ระบบแจ้งเตือนการบำรุงรักษารถยนต์ เมื่อถึงรอบตามระยะ
  • Service Appointment บริการนัดหมายเข้าศูนย์บริการผ่านระบบออนไลน์
  • My Message แจ้งข่าวสาร ข้อมูลส่วนลด พร้อมสิทธิพิเศษจากโครงการ Toyota Privilege
  • Parking Alert ระบบแจ้งเตือนผ่าน Notification เมื่อรถถูกสตาร์ท หรือ เคลื่อนที่
  • Stolen Vehicle Tracking ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ เมื่อถูกโจรกรรม
  • My Toyota Wi-Fi กระจายสัญญาณ เชื่อมต่อความบันเทิงได้พร้อมกันสูงสุด 9 อุปกรณ์
  • OPS (Operation Service) ผู้ช่วยค้นหาเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการจองร้านอาหาร
  • SOS ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
  • Roadside Service บริการประสานงานไปยังผู้แทนจำหน่ายใกล้เคียง เพื่อขอรับความช่วยเหลือบนท้องถนน
  • Health บริการประสานงานแจ้งเหตุฉุกเฉินด้านการแพทย์ โดยการส่งตำแหน่งที่คุณอยู่ไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

ช่วงล่าง

  • ระบบกันสะเทือนหน้า แบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง เหล็กกันโคลง และช็อคแอบซอร์บเบอร์ แบบ Monotube
  • ระบบกันสะเทือนหลัง แบบโฟร์ลิงค์ พร้อมคอยล์สปริง เหล็กกันโคลง และช็อคแอบซอร์บเบอร์ แบบ Monotube
  • ระบบเบรกหน้า -หลัง ดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์สีแดง และสัญลักษณ์ GR

ความปลอดภัย

  • ระบบเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง Blind Spot Monitor
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอหลัง Rear Cross Traffic Alert

เครื่องยนตร์

เครื่องยนตร์ ดีเซล รหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร 2,755 ซีซี. VN-Turbo กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก 92.0 x 103.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 15.6 : 1 กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD

ราคาอย่างเป็นทางการ Fortuner GR Sport

  • 2.8 GR Sport AT 4WD
  • สีดำ Attitude Black Mica 1,879,000 บาท
  • สีแดง Emotional Red | Black Top 1,899,000 บาท
  • สีขาวมุก White Pearl CS | Black Top 1,899,000 บาท

พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com

Hyundai Staria หรือ H-1 โฉมใหม่มาในคอนเซปต์การออกแบบแห่งโลกอนาคต

All New Hyundai Staria หรือ H-1 โฉมใหม่มาในคอนเซปต์การออกแบบแห่งโลกอนาคต ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์น่าจดจำ สะท้อนความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เติมเต็มทุกช่วงเวลาสำคัญ ขยายมุมมองให้โปร่งโล่ง ด้วยกระจกบานที่ข้างกว้างกว่าแบบพาโนรามา สัมผัสความบันเทิงจากหลากหลายอุปกรณ์พร้อมเชื่อมต่อได้แบบไร้ขีดจำกัด ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อกับ Smartphone และสามารถปรับแต่งรูปแบบเมนูได้หลากหลาย ที่นำเข้ามาในไทย 2รุ่นคือ

STARIA 2.2 Diesel S AT 1,729,000 บาท

STARIA 2.2 Diesel SEL AT 1,999,000 บาท

ทีมออกแบบของฮุนไดได้นำขั้นตอนการออกแบบจากภายในสู่ภายนอก หรือ Inside-Out ที่เน้นการใช้งานและการปรับใช้พื้นที่ของห้องโดยสารเป็นหลัก Staria เป็นการนำ 2 คำมารวมกันคือ คำว่า Star หมายถึงดวงดาวและ Ria ที่หมายถึงสาดแสง ชื่อของรถรุ่นนี้จึงสะท้อนแนวคิดและแรงบันดาลใจของการออกแบบ Hyundai สื่อให้เห็นถึงการล่องลอยของยานอวกาศในหมู่ดวงดาว ด้วยงานออกแบบตัวถังภายนอกทรงแคปซูลอวกาศ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงที่กำลังส่องสว่างสาดโค้งจากเส้นขอบฟ้าของโลกเมื่อมองลงมาจากอวกาศ ว่ากันไปนั่นเลยทีเดียว

ภายนอก

การออกแบบด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน แบบแนวนอนขวางบริเวณสองข้างของกระโปรงหน้า เพื่อเข้ากับกระจังหน้าที่กว้างลายตาข่าย ดูแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังเน้นความสวยงามด้วยไฟคู่หน้าทรงลูกบาศก์ และได้ใช้สีภายนอกด้านหน้าเป็นสีเดียวกันทั้งหมด กระจกบานใหญ่รอบคันเพื่อความโปร่ง ถ่ายทอดไปถึงด้านหลังกับกระจกฝาท้ายขนาดใหญ่ ตัดขอบด้วยไฟท้ายแนวตั้ง ติดตั้งไฟแบบ Parametric Pixel กันชนท้ายตั้งอยู่ในระดับต่ำ ช่วยให้ขนสัมภาระเข้า-ออก ได้ง่ายมากขึ้น

ภายใน

การออกภายในห้องโดยสารแบบ beltline ที่ต่ำ กระจกแบบพาโนรามิค ทำให้รู้สึกเปิดกว้างขณะโดยสารอยู่ในรถ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 12 ทิศทาง บริเวณคอทพิทของผู้ขับ จัดอุปกรณ์ไฮเทค เปลี่ยนมาตรวัดแบบเข็มมาเป็นมาตรวัดแบบจอภาพ TFT ส่วนจอภาพมอนิเตอร์กลาง ติดตั้งหน้าจอสั่งงานด้วยระบบสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว บริเวณคอนโซลกลาง ลูกเล่นใหม่ที่น่าใช้งานก็คือ สวิตช์เปลี่ยนเกียร์ระบบไฟฟ้า มาตรวัดความเร็ว รอบเครื่องยนต์ และการแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ผ่านจอภาพดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ติดตั้งบริเวณด้านบนของแผงคอนโซล

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.2 ลิตร 2,199 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 85.4 x 96.0 มิลลิเมตร พละกำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 431 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า

ความปลอดภัย

เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ระบบป้องกันการเปิดประตูสไลด์เมื่อมีรถวิ่งมาจากด้านข้าง หากกำลังจะเปิดประตูสไลด์ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและล็อกประตูเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง คู่หน้าด้านหน้าผู้โดยสารตอนหน้า และม่านถุงลมนิรภัยแบบยาว ครอบคลุมห้องโดยสารตั้งแต่ตอนหน้า จะถึงที่นั่งแถวสุดท้าย มั่นใจด้วยระบบกล้องมองรอบทิศทางอัจฉริยะ แสดงภาพรอบตัวรถหลากหลายมุมมอง ช่วยลดอุปสรรคจากทุกจุดอับสายตา

สรุปสเปคของ Hyundai Staria

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Paddle Shiftรายละเอียดเครื่องยนต์ Inline-4 DOHC 16V 177แรงม้าขนาดเครื่องยนต์2,199 cc.ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง ดีเซลระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงCommonrail Direct Injectionระบบขับเคลื่อนล้อหน้าระบบพวงมาลัยColumn Type of Motor Driven Power Steeringระบบกันสะเทือนหน้า Macpherson StrutระบบกันสะเทือนหลังMulti-linkความจุถังน้ำมัน75ลิตรระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วจำนวนลำโพง6ตำแน่งเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด11ที่นั่งระบบเบรกABSระบบช่วยเหลือช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control)ช่วยหยุดรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ MCB (Multi Collision Brake)เตือนให้เช็คผู้โดยสารด้านหลัง ROA (Rear Occupant Alert)เตือนอาการเหนื่อยล้า DAW (Driver Attention Warning)เตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ FCA (Forward Collision-Avoidance Assist)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keeping Assist)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน LFA (Lane Following Assist)


พบกับบทความ และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ทั้งในไทย และต่างประเทศได้ที่ www.auto2world.com